Beginner Friendly Guide

วิธีเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ในไทย: คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026

StoreStarter Team | | 3 min read

What You'll Learn

คู่มือทีละขั้นตอนสำหรับเริ่มต้นขายของออนไลน์ในไทย — จดทะเบียน เลือกสินค้า เลือกแพลตฟอร์ม ตั้งค่าการชำระเงิน ขายชิ้นแรก

อยากขายของออนไลน์ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง — คุณไม่ได้อยู่คนเดียว

ทุกวันนี้คนไทยซื้อของออนไลน์มากขึ้นทุกปี ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่าเกิน 700,000 ล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ระหว่าง “อยากขาย” กับ “ขายได้ชิ้นแรก” มีช่องว่างที่ทำให้คนส่วนใหญ่ท้อไปก่อน — ไม่รู้จะขายอะไร ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ดู YouTube 20 คลิปแต่ละคลิปบอกไม่เหมือนกัน

คู่มือนี้จะพาคุณเดินทีละขั้นตอน ตั้งแต่ศูนย์จนถึงขายได้ชิ้นแรก ไม่มีสัญญาว่ารวยข้ามคืน ไม่มีขายคอร์ส — แค่ขั้นตอนจริงๆ ที่ทำได้ในหนึ่งสัปดาห์

ก่อนเริ่ม: ตอบ 3 คำถามนี้ก่อน

ก่อนจะทำอะไรทั้งนั้น ตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้:

1. จะขายอะไร? ไม่ต้องมีสินค้า 100 รายการตั้งแต่วันแรก แต่ต้องมีหมวดหมู่ที่ชัดเจน “ขายทุกอย่าง” ไม่ใช่กลยุทธ์ เริ่มจากสินค้า 1 หมวดที่คุณเข้าใจ มีความต้องการ และหาซัพพลายเออร์ได้ อ่านเพิ่มเติมเรื่องแหล่งสินค้าขายออนไลน์

2. จะขายให้ใคร? คนวัยทำงานในกรุงเทพฯ? แม่บ้านในต่างจังหวัด? วัยรุ่นที่ชอบแฟชั่นเกาหลี? ลูกค้าแต่ละกลุ่มใช้แพลตฟอร์มต่างกัน ซื้อของราคาต่างกัน และตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลต่างกัน

3. มีงบเท่าไร? บอกตัวเองให้ตรงๆ เริ่มด้วย 5,000 บาท กับเริ่มด้วย 50,000 บาท โมเดลธุรกิจจะต่างกัน ทั้งสองแบบทำได้ แต่วิธีการจะไม่เหมือนกัน

ขั้นตอนที่ 1: จดทะเบียนธุรกิจ

ถ้าคุณวางแผนจะขายของออนไลน์อย่างจริงจัง การจดทะเบียนเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่แค่เพื่อกฎหมาย แต่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้า

จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (DBD Registered)

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) มีระบบให้จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้ขายออนไลน์ทุกคน — ไม่ว่าจะขายบนเว็บ, Facebook, Instagram หรือ marketplace

  • ค่าใช้จ่าย: ฟรี
  • ทำได้ที่: เว็บไซต์ DBD หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด
  • เอกสาร: สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน รูปถ่ายเว็บไซต์/เพจร้าน
  • ระยะเวลา: 1-3 วันทำการ
  • สิ่งที่ได้: ตราสัญลักษณ์ DBD Registered ติดหน้าร้าน — ลูกค้าเห็นแล้วมั่นใจขึ้น

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

เมื่อรายได้จากการขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี คุณต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) กับกรมสรรพากร สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น ยังไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ในวันแรก — แต่ควรรู้ไว้ล่วงหน้า

ใบอนุญาตเฉพาะ

สินค้าบางประเภทต้องมีใบอนุญาตเพิ่มเติม:

  • อาหาร: ขออนุญาต อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)
  • เครื่องสำอาง: จดแจ้งเครื่องสำอางกับ อย.
  • ยาและอาหารเสริม: ใบอนุญาตจาก อย.

คำแนะนำ: เริ่มจากสินค้าที่ไม่ต้องใช้ใบอนุญาตเพิ่มเติม เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ อุปกรณ์ไอที ของใช้ในบ้าน เมื่อธุรกิจโตแล้วค่อยขยายไปสินค้าที่ต้องจดทะเบียนเพิ่ม

ขั้นตอนที่ 2: เลือกสินค้าที่จะขาย

นี่คือจุดที่หลายคนติดอยู่นานที่สุด “ขายอะไรดี?” ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง 100% แต่มีหลักการที่ช่วยได้:

หลักการเลือกสินค้าสำหรับมือใหม่

  • น้ำหนักเบา จัดส่งง่าย — ค่าจัดส่งถูก ไม่แตกหักง่าย ปัญหาคืนสินค้าน้อย
  • ไม่เน่าเสีย — หลีกเลี่ยงอาหารสดในช่วงเริ่มต้น ยกเว้นจะเน้นส่งในพื้นที่เดียวกัน
  • มีความต้องการสม่ำเสมอ — ดูจากยอดขายบน Shopee และ Lazada ว่าสินค้าประเภทนี้ขายดีไหม
  • ไม่ใช่สินค้าแบรนด์เนม — สินค้าก๊อปเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และ marketplace จะแบนบัญชีคุณ
  • มาร์จิ้นเพียงพอ — ราคาขายหลังหักต้นทุน ค่าจัดส่ง ค่าคอมมิชชั่น ควรเหลือกำไรอย่างน้อย 30%

แหล่งไอเดียสินค้า

  • Shopee Trending: ดูหมวดสินค้าขายดีในแต่ละสัปดาห์
  • TikTok Shop: สินค้าไวรัลบน TikTok มักมียอดขายพุ่งในช่วงสั้น
  • ตลาดส่ง: เดินสำเพ็ง โบ๊เบ๊ ประตูน้ำ ดูว่าร้านส่งขายอะไรเยอะ
  • ปัญหาส่วนตัว: สินค้าที่แก้ปัญหาที่คุณเคยเจอเอง มักเป็นไอเดียที่ดี

อ่านเพิ่มเติมเรื่องการหาสินค้าในคู่มือแหล่งสินค้าขายออนไลน์

ขั้นตอนที่ 3: เลือกแพลตฟอร์มขายของ

นี่คืออีกจุดที่มือใหม่สับสน มาดูตัวเลือกหลักๆ:

ตัวเลือก A: ขายบน Shopee

Shopee Thailand เป็น marketplace อันดับ 1 ของไทย มีผู้ใช้งานหลายสิบล้านคนต่อเดือน

ข้อดี:

  • มีลูกค้าพร้อม ไม่ต้องหาทราฟฟิกเอง
  • ระบบจัดส่งในตัวผ่าน Shopee Supported Logistics
  • เริ่มขายฟรี ไม่มีค่าสมัคร
  • มีเครื่องมือโปรโมชั่น (Flash Sale, Shopee Live, โค้ดส่วนลด)

ข้อเสีย:

  • ค่าคอมมิชชั่น: 2-6% ต่อออเดอร์ (ขึ้นอยู่กับหมวดสินค้า)
  • แข่งขันราคาสูง — ร้านเยอะ ลูกค้าเปรียบเทียบง่าย
  • ไม่เป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า
  • ร้านทุกร้านหน้าตาคล้ายกัน สร้างแบรนด์ยาก

ตัวเลือก B: ขายบน Lazada

Lazada Thailand เป็น marketplace อันดับ 2 ในเครือ Alibaba

ข้อดี:

  • ระบบ LazMall สำหรับร้านค้าที่ต้องการภาพลักษณ์ที่ดี
  • ระบบจัดส่ง Lazada Logistics ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • เครื่องมือโฆษณาและ Sponsored Products

ข้อเสีย:

  • ค่าคอมมิชชั่น: 2-8%
  • ระบบหลังร้านซับซ้อนกว่า Shopee สำหรับมือใหม่
  • ทราฟฟิกน้อยกว่า Shopee ในไทย

ตัวเลือก C: ขายบน TikTok Shop

TikTok Shop Thailand กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย

ข้อดี:

  • ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชอบซื้อของผ่านวิดีโอและไลฟ์
  • ระบบ Affiliate ให้ครีเอเตอร์ช่วยขาย
  • สินค้าไวรัลสามารถทำยอดขายพุ่งในข้ามคืน

ข้อเสีย:

  • ต้องทำคอนเทนต์วิดีโอ — ถ้าไม่ชอบถ่ายวิดีโอ จะลำบาก
  • ค่าคอมมิชชั่น: 3-5%
  • ยอดขายผันผวน ขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมและเทรนด์

ตัวเลือก D: เปิดร้านบน LnwShop

LnwShop เป็นแพลตฟอร์มสร้างร้านค้าออนไลน์สัญชาติไทย

ข้อดี:

  • แพ็คเกจฟรีให้เริ่มต้น
  • ระบบภาษาไทยทั้งหมด — แดชบอร์ด หน้าร้าน คู่มือ ซัพพอร์ต
  • เชื่อมต่อ Shopee/Lazada ได้
  • ราคาถูกกว่า Shopify มาก

ข้อเสีย:

  • ธีมและดีไซน์มีให้เลือกน้อยกว่า Shopify
  • ไม่เหมาะกับการขายต่างประเทศ
  • ระบบแอปเสริมจำกัด

ตัวเลือก E: เปิดร้านบน Shopify

Shopify เป็นแพลตฟอร์มระดับโลก

ข้อดี:

  • ธีมสวย ร้านดูมืออาชีพ
  • ระบบแอปเสริมมากกว่า 8,000 ตัว
  • เหมาะกับการขายต่างประเทศ

ข้อเสีย:

  • ราคา 1,400-14,700 บาท/เดือน (คิดเป็น USD)
  • ไม่มีลูกค้าในตัว ต้องทำการตลาดเอง
  • แดชบอร์ดเป็นภาษาอังกฤษ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่ดีที่สุดในไทย และรีวิว Shopify สำหรับผู้ขายไทย

คำแนะนำสำหรับมือใหม่: เริ่มขายบน Shopee ก่อน ทำยอดขายให้ได้ ทดสอบตลาด พิสูจน์ว่าสินค้าขายได้ จากนั้นค่อยเปิดร้านบนแพลตฟอร์มเว็บไซต์เป็นของตัวเองเพื่อสร้างแบรนด์ระยะยาว

ขั้นตอนที่ 4: ตั้งค่าการชำระเงิน

ลูกค้าต้องจ่ายเงินให้คุณได้ ช่องทางที่คนไทยใช้มากที่สุด:

สำหรับ marketplace (Shopee, Lazada, TikTok Shop)

ระบบชำระเงินจัดการให้ทั้งหมด ลูกค้าจ่ายผ่านแพลตฟอร์ม คุณได้รับเงินเข้าบัญชีธนาคารตามรอบ (ทุก 5-7 วันหลังส่งสินค้าสำเร็จ) ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่มนอกจากผูกบัญชีธนาคาร

สำหรับเว็บไซต์ร้านค้าเอง (LnwShop, Shopify)

คุณต้องเปิดรับชำระเงินเอง ช่องทางที่ควรมี:

  • PromptPay / QR พร้อมเพย์ — คนไทยคุ้นเคยที่สุด ค่าธรรมเนียมต่ำ (ฟรีสำหรับบุคคลธรรมดา)
  • โอนผ่านแอปธนาคาร (SCB Easy, K PLUS, Krungthai NEXT) — ช่องทางหลักของคนไทย
  • บัตรเครดิต/เดบิต — ผ่าน Payment Gateway เช่น 2C2P หรือ Omise ค่าธรรมเนียม 2.7-3.65% ต่อรายการ
  • เก็บเงินปลายทาง (COD) — ยังมีคนใช้อยู่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด แต่มีความเสี่ยงที่ลูกค้าปฏิเสธรับสินค้า

คำแนะนำ: PromptPay + โอนผ่านแอปธนาคาร ครอบคลุมลูกค้าไทยได้ 80-90% แล้ว เพิ่มบัตรเครดิตเมื่อออเดอร์เริ่มเยอะ

ขั้นตอนที่ 5: จัดการการจัดส่ง

คนไทยคุ้นเคยกับการส่งของเร็ว 1-3 วัน ถ้าช้ากว่านั้น ลูกค้าจะรีวิวไม่ดี

สำหรับ marketplace

Shopee และ Lazada มีระบบจัดส่งในตัว คุณแค่แพ็คของ พิมพ์ใบจ่าหน้า แล้วส่งตามจุดรับพัสดุ (drop-off point) หรือนัดให้มารับที่บ้าน

สำหรับเว็บไซต์ร้านค้าเอง

ขนส่งหลักสำหรับอีคอมเมิร์ซไทย:

  • Flash Express — ราคาถูก ครอบคลุมทั่วประเทศ เหมาะกับพัสดุน้ำหนักเบา
  • Kerry Express — เร็วและเชื่อถือได้ มีจุดรับส่งเยอะ
  • Thailand Post (EMS) — ถูกที่สุด เหมาะกับของที่ไม่เร่ง
  • J&T Express — ราคาแข่งขันได้ ครอบคลุมดี
  • Ninja Van — เหมาะกับพัสดุขนาดใหญ่

เคล็ดลับ: เริ่มจากขนส่ง 1-2 เจ้า เปรียบเทียบราคาและคุณภาพบริการ แล้วค่อยตัดสินใจใช้เจ้าไหนเป็นหลัก ถ้าออเดอร์เยอะ สามารถต่อรองราคาพิเศษกับขนส่งได้

ขั้นตอนที่ 6: ขายชิ้นแรก

ทุกอย่างข้างต้นคือการเตรียมตัว ตอนนี้คุณต้องหาลูกค้า

ถ้าขายบน Shopee/Lazada/TikTok Shop:

  • ถ่ายรูปสินค้าให้สวย ใช้พื้นหลังสะอาด แสงธรรมชาติ ถ่ายหลายมุม
  • เขียนชื่อสินค้าให้ชัดเจนและมีคำค้นหาที่ลูกค้าใช้จริง
  • ตั้งราคาแข่งขันได้ — ดูร้านอื่นที่ขายสินค้าคล้ายกัน
  • เปิดโปรโมชั่นร้านใหม่ ให้ส่วนลด 10-20% เพื่อดึงออเดอร์แรก
  • ตอบแชทลูกค้าภายใน 5 นาที — ระบบให้คะแนนร้านตามความเร็วตอบ

ถ้าขายบนเว็บไซต์เอง:

  • บอกคนรอบตัว — เพื่อน ครอบครัว คนรู้จัก ออเดอร์แรกมักมาจากคนใกล้ชิด
  • โพสต์ใน Facebook, Instagram, LINE กลุ่มที่เกี่ยวข้อง
  • สร้าง LINE Official Account — คนไทยชอบซื้อของผ่าน LINE
  • ลองยิงโฆษณา Facebook/Instagram เริ่มจากวันละ 100-200 บาท

ความจริง: ร้านใหม่ส่วนใหญ่ไม่ได้ออเดอร์ในสัปดาห์แรก บางร้านใช้เวลา 1-2 เดือนกว่าจะขายได้ชิ้นแรก นี่เป็นเรื่องปกติ อย่าเพิ่งท้อ — โฟกัสที่การปรับปรุงรูปสินค้า คำอธิบาย และราคาไปเรื่อยๆ

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • สั่งสินค้าเยอะเกินไปตั้งแต่แรก เริ่มจาก 20-50 ชิ้น ทดสอบตลาดก่อน ถ้าขายดีค่อยสั่งเพิ่ม ดีกว่าสั่ง 500 ชิ้นแล้วขายไม่ออก
  • ไม่ทำบัญชี แม้จะขายน้อยๆ ให้จดรายรับรายจ่ายตั้งแต่วันแรก ใช้ Google Sheets ก็ได้ ถ้าไม่ทำ เดือนที่ 3 คุณจะไม่รู้ว่ากำไรหรือขาดทุน
  • ตั้งราคาต่ำเกินไป ลดราคาเพื่อแข่งขันเป็นเรื่องล่อแหลม อย่าลืมคิดค่าแพ็คของ ค่าจัดส่ง ค่าคอมมิชชั่น ค่าโฆษณา ถ้าไม่เหลือกำไร ธุรกิจจะอยู่ไม่ได้
  • เพิกเฉยต่อรีวิว ลูกค้าไทยดูรีวิวก่อนซื้อเสมอ รีวิว 1 ดาวเพียงไม่กี่รายการทำให้ยอดตกได้ แก้ปัญหาให้ลูกค้าก่อนที่จะรีวิวไม่ดี

30 วันแรก: โฟกัสอะไรบ้าง

สัปดาห์สิ่งที่ต้องทำเป้าหมาย
สัปดาห์ 1จดทะเบียน DBD + เลือกสินค้ามีธุรกิจถูกกฎหมาย + รู้ว่าจะขายอะไร
สัปดาห์ 2หาซัพพลายเออร์ + สั่งสินค้าล็อตแรกมีสินค้าในมือ พร้อมถ่ายรูป
สัปดาห์ 3เปิดร้านบนแพลตฟอร์ม + ลงสินค้าร้านค้าเปิดให้บริการ
สัปดาห์ 4ทำการตลาด + หาออเดอร์ขายได้ 5-10 ออเดอร์แรก

ไม่ต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก คุณต้องมีสินค้า มีแพลตฟอร์ม มีวิธีรับเงิน และมีวิธีส่งของ แค่นั้นก็เริ่มได้แล้ว ทุกอย่างอื่น — แบรนด์ โลโก้ การตลาดขั้นสูง — มาทีหลังได้หมด

ก้าวต่อไป

ตอนนี้คุณมีแผนที่ครบถ้วนจากศูนย์จนถึงออเดอร์แรก สิ่งที่ควรอ่านต่อ:

Frequently Asked Questions

เริ่มต้นขายของออนไลน์ต้องใช้เงินเท่าไร?
คุณสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินตั้งแต่ 5,000-15,000 บาท สำหรับการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (ฟรี) การซื้อสินค้าล็อตแรก (3,000-10,000 บาท) และค่าจัดส่ง ถ้าเลือกขายบน Shopee หรือ Lazada ค่าแพลตฟอร์มเป็นศูนย์ แต่จะถูกหักค่าคอมมิชชั่นจากยอดขาย หากต้องการเปิดเว็บไซต์ร้านค้าเอง ต้องเพิ่มค่า LnwShop หรือ Shopify อีก 0-990 บาทต่อเดือน
ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนไหม?
ถ้าคุณขายเป็นประจำและมีรายได้ต่อเนื่อง ควรจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งทำได้ฟรีและออนไลน์ได้ เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย การจดทะเบียนช่วยสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าและรับ DBD Registered ได้
แพลตฟอร์มไหนดีที่สุดสำหรับมือใหม่?
สำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มขายเร็วที่สุด Shopee เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะมีลูกค้าพร้อม ระบบจัดส่งในตัว และไม่ต้องลงทุนค่าแพลตฟอร์ม จ่ายเฉพาะค่าคอมมิชชั่นเมื่อขายได้ หากต้องการสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง LnwShop เป็นทางเลือกสัญชาติไทยที่ใช้งานง่ายและมีแพ็คเกจฟรี
ขายอะไรดีสำหรับมือใหม่?
สินค้าที่เหมาะกับมือใหม่ควรเป็นสินค้าที่น้ำหนักเบา จัดส่งง่าย ไม่เน่าเสีย และมีความต้องการสม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น เครื่องประดับแฟชั่น สินค้าสุขภาพและความงาม อุปกรณ์มือถือ หรือสินค้าแฮนด์เมด เริ่มจากสินค้า 5-10 รายการก่อน อย่าพยายามขายทุกอย่างพร้อมกัน

Before you go...

Get our 30-Day Store Launch Plan — from zero to your first sale, step by step.

No spam. Unsubscribe anytime.

You're in!

Check your inbox for a welcome email.