Beginner Friendly Platform Review

Shopify vs WooCommerce สำหรับผู้ขายไทย: เลือกอันไหนดีในปี 2026

StoreStarter Team | | 7 min read

What You'll Learn

เปรียบเทียบ Shopify กับ WooCommerce สำหรับผู้ขายไทย — ราคาเป็นบาท payment gateway อย่าง Omise และ 2C2P ความง่ายในการติดตั้ง และแพลตฟอร์มไหนเหมาะกับคุณ

สองแพลตฟอร์ม หนึ่งการตัดสินใจที่กำหนดทิศทางร้านของคุณทั้งปี.

Shopify และ WooCommerce เป็นสองตัวเลือกยอดนิยมที่สุดสำหรับผู้ขายไทยที่อยากมีเว็บไซต์ร้านค้าเป็นของตัวเอง ไม่ใช่แค่ขายบน Shopee หรือ Lazada การเลือกผิดอาจเสียเวลาและเงินหลายเดือน คู่มือนี้เปรียบเทียบทั้งสองแพลตฟอร์มตรงไปตรงมา — ราคาจริงเป็นบาท payment gateway ที่ใช้ได้ในไทย และคำแนะนำที่ชัดเจนว่าแพลตฟอร์มไหนเหมาะกับสถานการณ์ของคุณ

ทั้งคู่เป็นตัวเลือก “เว็บไซต์ของตัวเอง” ไม่ใช่ marketplace แบบ Shopee หรือ Lazada ความหมายคือคุณเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้าเอง ไม่ต้องแข่งราคากับร้านอื่นในหน้าค้นหาเดียวกัน และไม่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นต่อออเดอร์ แต่ต้องหาทราฟฟิกเข้าร้านเอง ข้อมูลราคาและฟีเจอร์ในบทความนี้มาจากการวิจัยหน้าราคาทางการของทั้งสองแพลตฟอร์มและข้อมูล payment gateway ที่ผู้ขายไทยใช้จริง ไม่ใช่การเปิดร้านทดลองด้วยตัวเอง

ผู้ประกอบการหญิงบริหารร้านค้าออนไลน์จากที่บ้าน พร้อมกล่องพัสดุและแล็ปท็อป

เกณฑ์ที่ใช้เปรียบเทียบ

เราเปรียบเทียบ Shopify กับ WooCommerce จาก 6 มิติที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ขายไทย:

  1. ค่าใช้จ่ายรวม — ค่าแพ็คเกจหรือ hosting ค่าธรรมเนียมธุรกรรม และค่าใช้จ่ายแฝง
  2. ความง่ายในการติดตั้งและดูแล — ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเปิดร้านได้ และต้องดูแลเองมากแค่ไหนหลังเปิดร้าน
  3. Payment gateway ในไทย — รองรับ Omise, 2C2P และวิธีชำระเงินที่คนไทยใช้จริงหรือไม่
  4. ระบบจัดส่ง — เชื่อมต่อขนส่งไทยอย่าง Kerry, Flash Express, J&T ได้ง่ายแค่ไหน
  5. การควบคุมและ SEO ระยะยาว — ปรับแต่งเว็บไซต์และแข่งขันบน Google ได้มากแค่ไหน
  6. ความเหมาะสมกับขนาดธุรกิจ — เหมาะกับร้านเพิ่งเริ่มต้นหรือร้านที่มียอดขายสูงแล้ว

ตารางเปรียบเทียบเร็ว: Shopify vs WooCommerce สำหรับผู้ขายไทย

แพลตฟอร์มค่าใช้จ่ายรายเดือน (บาท)ความง่ายเหมาะกับ
Shopify Basicประมาณ 650-700 บาท/เดือนง่ายมาก เริ่มขายได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงมือใหม่ที่อยากให้ระบบจัดการทุกอย่างให้
Shopify Growประมาณ 1,700-1,750 บาท/เดือนง่ายมากร้านที่เริ่มมียอดขายสม่ำเสมอ ต้องการทีมงานเพิ่ม
WooCommerce + Shared Hostingประมาณ 900-3,500 บาท/เดือนปานกลาง ต้องคุ้นเคยกับ WordPressผู้ขายที่พร้อมใช้เวลาตั้งค่าเพื่อลดต้นทุนระยะยาว
WooCommerce + Managed Hostingประมาณ 3,500-12,000 บาท/เดือนง่ายขึ้น (มีทีมดูแล server ให้)ร้านที่อยากได้ความยืดหยุ่นของ WooCommerce แต่ไม่อยากจัดการ server เอง

ราคา Shopify คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 35 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยนจริง ราคา WooCommerce อ้างอิงจากช่วงราคา hosting ทั่วไปตามหน้าราคาทางการของ WooCommerce

ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรเปิดเว็บไซต์เองหรือขายบน marketplace ก่อน อ่านแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่ดีที่สุดในไทย ซึ่งครอบคลุมการตัดสินใจระหว่าง marketplace กับเว็บไซต์ของตัวเองแบบละเอียด

Shopify ราคาเท่าไหร่สำหรับผู้ขายไทย?

Shopify Basic ราคาประมาณ 650-700 บาท/เดือน (USD 19) แพ็คเกจ Grow ประมาณ 1,700-1,750 บาท/เดือน (USD 49) ทุกแพ็คเกจรวม hosting ระบบความปลอดภัย และซัพพอร์ตมาให้ครบ แต่ผู้ขายไทยต้องต่อ payment gateway ภายนอกเพิ่มเอง เพราะ Shopify Payments ยังไม่รองรับประเทศไทย

Shopify มีแพ็คเกจหลักที่เกี่ยวข้องกับผู้ขายไทยดังนี้ ตามข้อมูลจากหน้าราคาทางการของ Shopify:

Shopify Basic — ประมาณ 650-700 บาท/เดือน (USD 19) แพ็คเกจเริ่มต้นที่เหมาะกับร้านค้าใหม่ ได้เว็บไซต์เต็มรูปแบบ สินค้าไม่จำกัด และค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 2% เมื่อใช้ payment gateway ภายนอก

Shopify Grow — ประมาณ 1,700-1,750 บาท/เดือน (USD 49) เหมาะกับร้านที่เริ่มมียอดขายสม่ำเสมอ เพิ่มจำนวนพนักงานที่เข้าระบบได้สูงสุด 5 คน และลดค่าธรรมเนียม payment gateway ภายนอกเหลือ 1%

Shopify Advanced — ประมาณ 10,300-10,500 บาท/เดือน (USD 299) สำหรับร้านที่มียอดขายสูงและต้องการฟีเจอร์ระดับองค์กร เช่น อัตราค่าจัดส่งจากผู้ให้บริการภายนอกแบบเรียลไทม์ ยังไม่จำเป็นสำหรับมือใหม่

Shopify Plus — เริ่มต้นประมาณ 80,000-81,000 บาท/เดือน (จาก USD 2,300) สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง ผู้ขายไทยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องพิจารณาแพ็คเกจนี้

ประเด็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ขายไทยต้องรู้: Shopify Payments ซึ่งเป็นระบบชำระเงินในตัวของ Shopify ยังไม่เปิดให้บริการในประเทศไทย ผู้ขายไทยจึงต้องใช้ payment gateway ภายนอกอย่าง Omise หรือ 2C2P และ Shopify จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 0.6-2% ต่อรายการ ขึ้นอยู่กับแพ็คเกจที่ใช้ นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมของ gateway เอง

จุดแข็งของ Shopify:

  • ธีมสวย มืออาชีพ ร้านดูดีตั้งแต่วันแรกโดยไม่ต้องเขียนโค้ด
  • hosting ความปลอดภัย และการอัปเดตระบบทำให้อัตโนมัติทั้งหมด
  • แอปเสริมมากกว่า 8,000 ตัวในร้านค้าแอปของ Shopify
  • ซัพพอร์ตทางการตลอด 24 ชั่วโมง
  • เปิดร้านและเริ่มขายได้เร็วที่สุดเมื่อเทียบกับ WooCommerce

จุดอ่อนของ Shopify:

  • ราคาเป็น USD ทำให้ต้นทุนจริงเป็นบาทผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยน
  • แดชบอร์ดหลังบ้านเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด
  • ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม 0.6-2% เพราะ Shopify Payments ยังไม่รองรับไทย
  • ปรับแต่งโครงสร้าง URL และฟีเจอร์ระดับลึกได้จำกัดกว่า WooCommerce
  • ไม่มีลูกค้าในตัวเหมือน marketplace ต้องหาทราฟฟิกเอง

สำหรับรีวิวฉบับเต็มพร้อมรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมด อ่านรีวิว Shopify สำหรับผู้ขายไทย

ผู้ประกอบการตรวจสอบรายงานยอดขายผ่านแล็ปท็อป เปรียบเสมือนการติดตามผลร้านค้าออนไลน์บน Shopify

WooCommerce ราคาเท่าไหร่ในไทย?

ตัวปลั๊กอิน WooCommerce ฟรี 100% ต้นทุนจริงคือค่า hosting ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 900-3,500 บาท/เดือนสำหรับร้านขนาดเล็ก-กลาง บวกค่าโดเมนรายปีและปลั๊กอินเสริมที่อาจต้องซื้อเพิ่ม ต้นทุนรวมมักต่ำกว่า Shopify Basic แต่ต้องใช้เวลาตั้งค่ามากกว่า

WooCommerce เป็นปลั๊กอินสำหรับ WordPress ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ที่ใช้กันมากที่สุดในโลก ตามข้อมูลการติดตามแพลตฟอร์มของ BuiltWith WooCommerce ครองส่วนแบ่งประมาณ 37% ของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซทั่วโลก มากกว่าแพลตฟอร์มอื่นใด

ต้นทุนจริงสำหรับผู้ขายไทยแยกตามรายการ:

ค่า Hosting: ประมาณ 900-3,500 บาท/เดือนสำหรับ shared hosting ทั่วไป (เช่นผู้ให้บริการต่างประเทศอย่าง Cloudways หรือ SiteGround) และประมาณ 3,500-12,000 บาท/เดือนสำหรับ managed WordPress hosting ที่มีทีมดูแล server ให้ ตามช่วงราคาที่ระบุในหน้าราคาทางการของ WooCommerce

ค่าโดเมน: โดยทั่วไปหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับนามสกุลโดเมน โดเมน .co.th ต้องใช้เอกสารทะเบียนพาณิชย์ของธุรกิจไทยในการจดทะเบียน ส่วน .com ไม่ต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม

ปลั๊กอิน WooCommerce หลัก: ฟรี ดาวน์โหลดได้จาก WordPress.org

ปลั๊กอิน payment gateway: ฟรี ทั้ง Omise และ 2C2P มีปลั๊กอินอย่างเป็นทางการสำหรับ WooCommerce คุณจ่ายเฉพาะค่าธรรมเนียมต่อรายการ ไม่มีค่ารายเดือน

ธีมพรีเมียม (ถ้าต้องการ): ธีมฟรีเพียงพอสำหรับเริ่มต้น ธีมพรีเมียมมีให้เลือกเพิ่มถ้าต้องการดีไซน์เฉพาะทาง

ปลั๊กอินเสริม (ถ้าต้องการ): ประมาณ 1,000-10,500 บาท/ปีต่อปลั๊กอิน สำหรับฟีเจอร์เสริมอย่างเครื่องมือ SEO ขั้นสูงหรือระบบสมาชิก ตามช่วงราคาที่ WooCommerce ระบุไว้อย่างเป็นทางการ

ความต่างสำคัญจาก Shopify: WooCommerce ไม่มีค่าแพ็คเกจรายเดือนและไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมบน payment gateway แต่คุณต้องรับผิดชอบเรื่องประสิทธิภาพ hosting การอัปเดตความปลอดภัย และการดูแลปลั๊กอินเอง

จุดแข็งของ WooCommerce:

  • ต้นทุนรวมมักต่ำกว่า Shopify เมื่อร้านมียอดขายและทราฟฟิกสูงขึ้น
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมบน payment gateway
  • ปรับแต่งได้แทบไม่จำกัดเพราะเป็นโอเพนซอร์สบน WordPress
  • เลือกผู้ให้บริการ hosting เองได้ตามงบและความต้องการ
  • ควบคุมโครงสร้าง URL และ SEO ได้ลึกกว่า

จุดอ่อนของ WooCommerce:

  • ต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่อง WordPress หรือใช้เวลาเรียนรู้
  • ไม่มี hosting ความปลอดภัย หรือซัพพอร์ตรวมมาให้เหมือน Shopify
  • ต้องอัปเดต WordPress ปลั๊กอิน และธีมเองอย่างสม่ำเสมอ
  • ค่าใช้จ่ายรวมคาดเดายากกว่าเพราะกระจายอยู่หลายผู้ให้บริการ
  • ถ้าตั้งค่าไม่ดี ร้านอาจช้าหรือมีช่องโหว่ความปลอดภัยได้ง่ายกว่า

หน้าจอแสดงโค้ดเว็บไซต์บนแล็ปท็อป สื่อถึงการตั้งค่าเว็บไซต์ WooCommerce บน WordPress

แพลตฟอร์มไหนติดตั้งง่ายกว่าสำหรับมือใหม่ไทย?

Shopify ชนะเรื่องความง่ายในการติดตั้ง เปิดร้านได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง เพียงสมัคร เลือกธีม เพิ่มสินค้า และต่อ payment gateway ส่วน WooCommerce ต้องผ่านหลายขั้นตอนกว่า — ซื้อ hosting ติดตั้ง WordPress ติดตั้งปลั๊กอิน — มือใหม่ส่วนใหญ่เปิดร้าน WooCommerce ได้ภายในหนึ่งสุดสัปดาห์ แต่ต้องใช้ความอดทนมากกว่า

การตั้งค่า Shopify:

  1. สมัครที่ Shopify.com (ทดลองใช้ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต)
  2. เลือกธีมฟรีจาก Shopify Theme Store
  3. เพิ่มสินค้าพร้อมรูปภาพและคำอธิบาย
  4. ต่อ Omise หรือ 2C2P เป็น payment gateway
  5. ตั้งค่าอัตราค่าจัดส่ง
  6. เชื่อมต่อโดเมนแล้วเปิดร้าน

ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมงสำหรับมือใหม่ส่วนใหญ่

การตั้งค่า WooCommerce:

  1. ซื้อ hosting จากผู้ให้บริการ
  2. ติดตั้ง WordPress จากแผงควบคุมของ hosting (ส่วนใหญ่ติดตั้งได้ในคลิกเดียว)
  3. ติดตั้งปลั๊กอิน WooCommerce จากหน้า admin ของ WordPress
  4. ติดตั้งธีมที่รองรับ WooCommerce
  5. ติดตั้งและตั้งค่าปลั๊กอิน payment gateway (Omise หรือ 2C2P)
  6. ตั้งค่าโซนจัดส่งและอัตราค่าจัดส่ง
  7. เพิ่มสินค้า
  8. เชื่อมต่อโดเมน

กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 4-8 ชั่วโมงสำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยใช้ WordPress มาก่อน แต่ละขั้นตอนไม่ได้ยากในทางเทคนิค เพียงแต่มีขั้นตอนมากกว่าและมีจุดที่อาจผิดพลาดได้มากกว่า

หลังเปิดร้านแล้ว: ความต่างยังไม่จบแค่ตอนติดตั้ง Shopify จัดการเรื่อง hosting การอัปเดตซอฟต์แวร์ และแพตช์ความปลอดภัยให้อัตโนมัติ ส่วน WooCommerce คุณต้องอัปเดต WordPress ปลั๊กอิน WooCommerce และปลั๊กอินอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอด้วยตัวเอง การละเลยการอัปเดตอาจทำให้ร้านเสี่ยงต่อช่องโหว่ความปลอดภัย

ธีมและการออกแบบร้าน: Shopify มีธีมมากกว่า 100 แบบในร้านธีมทางการ (ฟรี 12 แบบ พรีเมียมหลักหมื่นบาท) ทุกธีมผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจาก Shopify และปรับสี ฟอนต์ เลย์เอาต์ได้ด้วยตัวแก้ไขแบบลากวางโดยไม่ต้องเขียนโค้ด WooCommerce ใช้ธีม WordPress ทั่วไปซึ่งมีให้เลือกหลายพันแบบทั้งฟรีและเสียเงิน คุณภาพหลากหลายกว่า Shopify มาก บางธีมออกแบบมาดี บางธีมอาจมีปัญหาความเข้ากันได้กับปลั๊กอิน WooCommerce ควรเลือกธีมที่ระบุชัดเจนว่ารองรับ WooCommerce โดยเฉพาะ และตรวจสอบรีวิวก่อนติดตั้งเสมอ

Payment Gateway และระบบจัดส่งสำหรับไทย

ทั้ง Shopify และ WooCommerce รองรับ Omise และ 2C2P ซึ่งเป็นสอง payment gateway หลักสำหรับผู้ขายไทย ความต่างคือค่าใช้จ่าย: Shopify คิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม 0.6-2% บนทุกรายการนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมของ gateway ส่วน WooCommerce ไม่มีค่าธรรมเนียมส่วนนี้เพิ่ม

Omise (ปัจจุบันดำเนินการในชื่อ Opn Payments) เป็นหนึ่งใน payment gateway ที่ผู้ขายไทยใช้กันมากที่สุด รองรับบัตรเครดิต/เดบิต internet banking และ PromptPay QR มีปลั๊กอินอย่างเป็นทางการสำหรับทั้ง Shopify และ WooCommerce

2C2P เป็นอีกหนึ่ง gateway ที่ได้รับความนิยมในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองรับวิธีชำระเงินใกล้เคียงกับ Omise ค่าธรรมเนียมของทั้งสองเจ้าอยู่ที่ประมาณ 2.7-3.65% ต่อรายการ ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและวิธีชำระเงินที่ลูกค้าเลือก

ปัญหาค่าธรรมเนียมเพิ่มบน Shopify: เพราะ Shopify Payments ยังไม่เปิดให้บริการในไทย ทุกรายการที่ผ่าน Omise หรือ 2C2P จะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มของ Shopify เองอีก 0.6-2% ต่อรายการ ขึ้นอยู่กับแพ็คเกจ ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าจ่าย 1,000 บาท บนแพ็คเกจ Basic คุณอาจเสียค่าธรรมเนียม gateway ประมาณ 30 บาท บวกค่าธรรมเนียม Shopify อีก 2% หรือประมาณ 20 บาท รวมเป็นประมาณ 50 บาทต่อรายการ บน WooCommerce คุณจะเสียเฉพาะค่าธรรมเนียม gateway ประมาณ 30 บาทเท่านั้น เมื่อคูณด้วยจำนวนออเดอร์ต่อเดือน ความต่างนี้สะสมได้มาก

ระบบจัดส่ง: ทั้งสองแพลตฟอร์มเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการขนส่งในไทยได้ เช่น Kerry Express, Flash Express, J&T Express และไปรษณีย์ไทย WooCommerce มีปลั๊กอินเชื่อมต่อหลายเจ้าให้เลือกฟรีหรือราคาถูก ส่วน Shopify เชื่อมต่อผ่านแอปเสริมซึ่งบางตัวต้องเสียค่าสมัครสมาชิกเพิ่ม

แล้วเก็บเงินปลายทาง (COD) ล่ะ? ผู้ซื้อไทยจำนวนมากยังนิยมจ่ายแบบเก็บเงินปลายทาง โดยเฉพาะลูกค้าที่ยังไม่คุ้นเคยกับร้านของคุณ ทั้ง Shopify และ WooCommerce ไม่มีระบบ COD ในตัวโดยตรง แต่รองรับผ่านแอปเสริมหรือปลั๊กอินที่เชื่อมกับผู้ให้บริการขนส่งที่รองรับเก็บเงินปลายทาง เช่น Kerry Express และ Flash Express บนทั้งสองแพลตฟอร์ม ถ้าลูกค้าของคุณพึ่งพา COD เป็นหลัก ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนเลือกแอปเสริมหรือปลั๊กอินว่ารองรับผู้ให้บริการขนส่งที่คุณใช้จริง

ลูกค้าสแกน QR code เพื่อชำระเงินแบบไร้สัมผัส ตัวอย่างระบบชำระเงินที่ผู้ขายไทยนิยมใช้

ตัวอย่างต้นทุนจริง: ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ 100 ออเดอร์ต่อเดือน

ลองสมมติสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับผู้ขายไทยทั่วไป: ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ มียอดขาย 100 ออเดอร์/เดือน มูลค่าเฉลี่ยออเดอร์ละ 800 บาท รวมยอดขายประมาณ 80,000 บาท/เดือน

บน Shopify Basic:

  • ค่าแพ็คเกจ: ประมาณ 650-700 บาท/เดือน
  • ค่าธรรมเนียม payment gateway (Omise หรือ 2C2P เฉลี่ยประมาณ 3%): ประมาณ 2,400 บาท
  • ค่าธรรมเนียมเพิ่มของ Shopify (2% เพราะไม่ใช่ Shopify Payments): ประมาณ 1,600 บาท
  • รวมประมาณ 4,650-4,700 บาท/เดือน

บน WooCommerce + Shared Hosting:

  • ค่า hosting: ประมาณ 900-3,500 บาท/เดือน
  • ค่าธรรมเนียม payment gateway (เฉลี่ยประมาณ 3%): ประมาณ 2,400 บาท
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากแพลตฟอร์ม
  • รวมประมาณ 3,300-5,900 บาท/เดือน ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ hosting ที่เลือก

ตัวเลขนี้เป็นการประมาณการเพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบเท่านั้น ต้นทุนจริงของแต่ละร้านจะต่างกันตามผู้ให้บริการ payment gateway ที่เลือก จำนวนสินค้า และฟีเจอร์เสริมที่ใช้ ที่สำคัญคือความต่างของต้นทุนระหว่างสองแพลตฟอร์มในระดับยอดขายนี้ยังไม่มากนัก ความต่างจะชัดเจนขึ้นเมื่อยอดขายสูงขึ้นมาก เพราะค่าธรรมเนียมเพิ่มของ Shopify คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อยอดขาย ไม่ใช่ค่าคงที่รายเดือน ยิ่งขายได้มาก ค่าธรรมเนียมส่วนนี้ก็ยิ่งสูงตาม

ลองดูร้านที่ยอดขายสูงขึ้น: ร้านเดียวกันแต่โตขึ้นเป็น 500 ออเดอร์/เดือน มูลค่าเฉลี่ยเท่าเดิม 800 บาท รวมยอดขายประมาณ 400,000 บาท/เดือน บน Shopify Basic ค่าธรรมเนียมเพิ่ม 2% จะอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท/เดือน บวกค่าธรรมเนียม gateway อีกประมาณ 12,000 บาท รวมค่าธรรมเนียมธุรกรรมประมาณ 20,000 บาท บน WooCommerce ค่าธรรมเนียมมีแค่ส่วนของ gateway ประมาณ 12,000 บาทเท่านั้น ความต่างประมาณ 8,000 บาท/เดือน หรือประมาณ 96,000 บาท/ปี นี่คือจุดที่ผู้ขายไทยหลายคนเริ่มพิจารณาย้ายไป WooCommerce หรืออัปเกรดเป็น Shopify Grow ซึ่งลดค่าธรรมเนียมเพิ่มเหลือ 1%

ค่าใช้จ่ายแฝงที่ผู้ขายไทยมักมองข้าม

นอกจากค่าแพ็คเกจหรือค่า hosting ที่เห็นชัดเจน ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่มักถูกมองข้ามตอนคำนวณงบตั้งต้น

SSL certificate: Shopify รวม SSL ให้ฟรีในทุกแพ็คเกจ WooCommerce ส่วนใหญ่ก็ได้ SSL ฟรีจากผู้ให้บริการ hosting เช่นกัน แต่ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนสมัคร เพราะบาง hosting คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับ SSL

การสำรองข้อมูล (backup): Shopify สำรองข้อมูลให้อัตโนมัติเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจ WooCommerce ต้องติดตั้งปลั๊กอิน backup เพิ่มเอง หรือเลือก hosting ที่มี backup อัตโนมัติรวมอยู่ในแพ็คเกจ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 100-300 บาท/เดือน

เครื่องมือการตลาด: ทั้งอีเมลมาร์เก็ตติ้ง ป๊อปอัปเก็บอีเมล และเครื่องมือรีวิวสินค้า ส่วนใหญ่เป็นแอปหรือปลั๊กอินแยกต่างหากบนทั้งสองแพลตฟอร์ม ราคาตั้งแต่ฟรีไปจนถึงหลักพันบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดต่อและฟีเจอร์ที่ใช้

ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: เพราะ Shopify เรียกเก็บเงินเป็น USD ยอดที่หักจากบัตรหรือบัญชีของคุณเป็นบาทจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยทุกเดือนตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เรียกเก็บ ควรเผื่องบไว้บ้างแทนที่จะยึดตัวเลขคงที่ ส่วน WooCommerce ที่จ่ายค่า hosting เป็นบาทโดยตรงจะไม่มีความผันผวนส่วนนี้ รวมค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมดเข้าไปในงบประมาณตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณเปรียบเทียบต้นทุนจริงระหว่างสองแพลตฟอร์มได้แม่นยำกว่าการดูแค่ค่าแพ็คเกจหลักเพียงอย่างเดียว

เอกสารและภาษีที่ผู้ขายไทยต้องรู้ก่อนเปิดร้าน

ไม่ว่าจะเลือก Shopify หรือ WooCommerce ผู้ขายไทยที่เปิดร้านออนไลน์อย่างจริงจังควรจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับผู้ประกอบธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ในไทย และหากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร

เรื่องนี้ไม่ได้ต่างกันระหว่าง Shopify กับ WooCommerce เพราะเป็นข้อกำหนดของกฎหมายไทย ไม่ใช่ของแพลตฟอร์ม แนะนำให้ตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดกับ DBD และกรมสรรพากรโดยตรง เพราะกฎเกณฑ์อาจมีการปรับปรุง นอกจากนี้ ควรเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ payment gateway โอนเงินเข้าบัญชีที่แยกจากบัญชีส่วนตัว และทำให้การคำนวณภาษีในแต่ละปีง่ายขึ้นมาก

ผู้ขายออนไลน์กำลังแพ็คสินค้าใส่กล่องพัสดุเพื่อจัดส่งให้ลูกค้า

แพลตฟอร์มไหนควบคุม SEO และแบรนด์ระยะยาวได้ดีกว่า?

WooCommerce ชนะเรื่องความยืดหยุ่นด้าน SEO เพราะสร้างบน WordPress คุณควบคุมโครงสร้าง URL, meta tags, schema markup และความเร็วของเว็บไซต์ได้เต็มที่ Shopify มีเครื่องมือ SEO พื้นฐานมาให้ในตัว แต่ปรับแต่งโครงสร้าง URL และการตั้งค่าเทคนิคบางส่วนไม่ได้

ทั้งสองแพลตฟอร์มมีพื้นฐาน SEO ครบ: ตั้งชื่อหน้า meta description alt text ของรูปภาพ และ URL ที่สะอาด สำหรับมือใหม่ ความต่างในปีแรกยังไม่ชัดเจนมาก แต่เมื่อร้านโตขึ้น ความต่างนี้เริ่มมีความหมาย

การควบคุม URL: WordPress ให้คุณกำหนดโครงสร้าง URL ได้เอง ส่วน Shopify บังคับให้ทุกหน้าสินค้าขึ้นต้นด้วย /products/ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ปลั๊กอิน SEO: WordPress มี Yoast SEO และ Rank Math ซึ่งเป็นปลั๊กอิน SEO ฟรีที่ได้รับการยอมรับว่าครอบคลุมที่สุดสำหรับอีคอมเมิร์ซ แอป SEO บน Shopify มีความสามารถจำกัดกว่าและหลายตัวต้องจ่ายเงินเพิ่ม

ความเร็วเว็บไซต์: WooCommerce ที่ตั้งค่าดีบน hosting คุณภาพสูงสามารถทำคะแนน Core Web Vitals ได้ดีกว่าธีมมาตรฐานของ Shopify แต่ WooCommerce ที่ตั้งค่าไม่ดีก็ทำงานช้ากว่า Shopify ได้เช่นกัน — ความเร็วขึ้นอยู่กับการตั้งค่า ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจในไทย ความสามารถ SEO ของทั้งสองแพลตฟอร์มมักไม่ใช่ปัจจัยตัดสิน ทราฟฟิกออร์แกนิกมาจากความสม่ำเสมอในการทำคอนเทนต์และ SEO มากกว่าตัวแพลตฟอร์มเอง

ข้อผิดพลาดที่ผู้ขายไทยมักทำเมื่อเลือกแพลตฟอร์ม

  • เลือกตามราคาอย่างเดียว — WooCommerce ดูถูกกว่าที่หน้าตา แต่ถ้าไม่มีเวลาดูแลระบบเอง ค่าเสียเวลาและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาจแพงกว่า Shopify ในระยะยาว
  • ไม่คำนวณค่าธรรมเนียมเพิ่มของ Shopify — ค่าธรรมเนียม payment gateway ภายนอก 0.6-2% ดูเหมือนน้อย แต่สะสมทุกออเดอร์ ร้านที่มียอดขายสูงควรคำนวณตัวเลขนี้ก่อนตัดสินใจ
  • เปิด WooCommerce โดยไม่มีแผนดูแลระยะยาว — ลืมอัปเดต WordPress หรือปลั๊กอินเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ร้าน WooCommerce ถูกแฮกหรือช้าลง วางแผนเวลาดูแลระบบทุกเดือนตั้งแต่เริ่มต้น
  • ย้ายแพลตฟอร์มบ่อยเกินไป — การย้ายจาก Shopify ไป WooCommerce หรือกลับกันใช้เวลาและมีความเสี่ยงข้อมูลสูญหาย เลือกให้รอบคอบตั้งแต่ต้นดีกว่าย้ายทุกปี

จัดการสต็อกและออเดอร์อย่างไรเมื่อร้านเริ่มโต

เมื่อร้านมีสินค้าหลายสิบรายการและออเดอร์เพิ่มขึ้นทุกวัน การจัดการสต็อกด้วยมือหรือสเปรดชีตจะเริ่มไม่ทันการ ทั้ง Shopify และ WooCommerce มีระบบจัดการสต็อกพื้นฐานในตัว บอกจำนวนสินค้าคงเหลือและแจ้งเตือนเมื่อสินค้าใกล้หมด

Shopify มีแอปเสริมในหมวดจัดการสต็อกและออเดอร์หลายร้อยตัวในร้านแอปทางการ ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเชื่อมสต็อกกับ Shopee/Lazada ไปจนถึงระบบบัญชีอัตโนมัติ ส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าแพ็คเกจ Shopify เอง WooCommerce ใช้ปลั๊กอินจากระบบนิเวศ WordPress ซึ่งมีตัวเลือกฟรีมากกว่า แต่คุณภาพและการดูแลอัปเดตหลากหลายกว่า ควรเลือกปลั๊กอินที่มีรีวิวดีและอัปเดตล่าสุดไม่เกิน 6-12 เดือนเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องความเข้ากันได้และความปลอดภัย

สำหรับร้านที่เพิ่งเริ่มต้นและมีสินค้าไม่เกิน 20-30 รายการ ระบบพื้นฐานที่มากับทั้งสองแพลตฟอร์มก็เพียงพอแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อแอปหรือปลั๊กอินเสริมด้านสต็อกทันที

Shopify เหมาะกับใคร และ WooCommerce เหมาะกับใคร?

เลือก Shopify ถ้า:

  • คุณอยากเปิดร้านให้เสร็จภายในหนึ่งถึงสองวัน โดยไม่ต้องยุ่งกับการตั้งค่า hosting และปลั๊กอินด้วยตัวเอง
  • คุณมีงบประมาณเริ่มต้นประมาณ 650-1,750 บาท/เดือน และยินดีจ่ายเพื่อให้ระบบจัดการหลังบ้านทั้งหมดให้แทน
  • คุณไม่ถนัดหรือไม่มีเวลาดูแลระบบ WordPress ด้วยตัวเอง
  • คุณต้องการซัพพอร์ตทางการตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อระบบมีปัญหาเร่งด่วน
  • คุณกำลังยิงโฆษณา (Facebook/TikTok Ads) และต้องการร้านที่โหลดเร็วและเสถียร ไม่ล่มตอนลูกค้าเข้าเยอะ

เลือก WooCommerce ถ้า:

  • คุณคุ้นเคยกับ WordPress อยู่แล้ว หรือพร้อมใช้เวลาสักหนึ่งสุดสัปดาห์เรียนรู้ระบบ
  • คุณอยากลดต้นทุนแพลตฟอร์มรายเดือนในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อสินค้าและทราฟฟิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ร้านของคุณมียอดขายสูงอยู่แล้ว ซึ่งค่าธรรมเนียมเพิ่ม 0.6-2% ของ Shopify จะสะสมเป็นเงินก้อนใหญ่ทุกเดือน
  • คุณต้องการปรับแต่งเว็บไซต์ในระดับลึกที่ตัวแก้ไขธีมมาตรฐานของ Shopify ทำไม่ได้
  • คุณมีเว็บไซต์ WordPress สำหรับธุรกิจอยู่แล้ว และต้องการเพิ่มฟีเจอร์ขายของเข้าไปในเว็บเดิม

ทางสายกลางที่ตรงไปตรงมา: ผู้ขายไทยหลายคนเริ่มจาก Shopify เพราะเปิดร้านง่ายที่สุด แล้วค่อยประเมินภายหลังว่าต้นทุนที่ต่ำกว่าของ WooCommerce คุ้มค่ากับการย้ายระบบหรือไม่ การย้ายแพลตฟอร์มทำได้แต่ต้องใช้แรงงานพอสมควร — ต้องย้ายข้อมูลสินค้า รูปภาพ ประวัติลูกค้า และตั้งค่า SEO ใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถ้าทำเอง หรือมีค่าใช้จ่ายถ้าจ้างมืออาชีพช่วย ควรวางแผนการเลือกโดยมองระยะยาวอย่างน้อยสองปีขึ้นไป ไม่ใช่แค่ต้นทุนเดือนแรก

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์อย่างไร อ่านวิธีเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ในไทย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงการขายได้จริง

สรุป: เลือก Shopify หรือ WooCommerce ดี

ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับทุกคน มีแต่คำตอบที่เหมาะกับสถานการณ์ของคุณตอนนี้

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นและอยากขายให้เร็วที่สุด เลือก Shopify คุณจะเปิดร้านได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลเรื่อง hosting หรือความปลอดภัย และมีซัพพอร์ตให้เมื่อติดปัญหา ต้นทุนเริ่มต้นประมาณ 650-700 บาท/เดือนถือว่าคุ้มค่ากับเวลาที่ประหยัดได้

ถ้าคุณมีพื้นฐาน WordPress หรือพร้อมเรียนรู้ และอยากควบคุมต้นทุนระยะยาว เลือก WooCommerce แม้จะใช้เวลาตั้งค่านานกว่า แต่เมื่อร้านโตขึ้นและมียอดขายสูง การไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมต่อรายการจะช่วยประหยัดได้มากในระยะยาว

ถ้ายังไม่แน่ใจ เริ่มจาก Shopify ก่อน เพราะความเสี่ยงต่ำและเปิดร้านได้เร็ว เมื่อร้านมียอดขายสม่ำเสมอและเข้าใจธุรกิจของตัวเองมากขึ้น ค่อยประเมินว่าต้นทุนของ Shopify เริ่มสูงเกินไปหรือยัง ถ้าใช่ การย้ายไป WooCommerce ในตอนนั้นจะมีเหตุผลรองรับชัดเจนกว่าการเดาตั้งแต่วันแรก

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเริ่มต้นให้เร็ว แพลตฟอร์มที่ “ดีที่สุด” ในทางทฤษฎีไม่มีความหมาย ถ้าคุณยังไม่เปิดร้านและเริ่มขายจริง ทั้ง Shopify และ WooCommerce เป็นแพลตฟอร์มที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วทั่วโลก ความสำเร็จของร้านคุณขึ้นอยู่กับสินค้า การตลาด และความสม่ำเสมอมากกว่าตัวเลือกแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

Shopify กับ WooCommerce ต่างกันอย่างไร?

Shopify เป็นแพลตฟอร์มแบบครบวงจร (all-in-one) คุณจ่ายค่าแพ็คเกจรายเดือนแล้วได้ hosting ความปลอดภัย และซัพพอร์ตมาให้พร้อม เหมาะกับคนที่อยากโฟกัสที่การขายมากกว่าการดูแลระบบเทคนิค ส่วน WooCommerce เป็นปลั๊กอินฟรีที่ติดตั้งบน WordPress คุณต้องหา hosting เอง จัดการอัปเดตเอง แต่ควบคุมทุกอย่างได้มากกว่าและมักมีต้นทุนรวมต่ำกว่าเมื่อร้านโตขึ้นและมียอดขายสูงขึ้นเรื่อยๆ

Shopify ราคาเท่าไหร่สำหรับผู้ขายไทย?

แพ็คเกจ Basic เริ่มต้นที่ USD 19/เดือน หรือประมาณ 650-700 บาท/เดือน แพ็คเกจ Grow อยู่ที่ USD 49/เดือน หรือประมาณ 1,700-1,750 บาท/เดือน ตามข้อมูลจากหน้าราคาทางการของ Shopify ราคาจริงเป็นบาทจะผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยน และหากใช้ payment gateway อื่นที่ไม่ใช่ Shopify Payments จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม 2% บนแพ็คเกจ Basic

WooCommerce ฟรีจริงไหมสำหรับผู้ขายไทย?

ตัวปลั๊กอิน WooCommerce ฟรี 100% แต่ต้นทุนจริงคือค่า hosting ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 900-3,500 บาท/เดือนสำหรับร้านขนาดเล็ก-กลาง (อาจสูงถึง 12,000 บาทสำหรับร้านทราฟฟิกสูง) บวกค่าโดเมนรายปีและปลั๊กอินเสริมที่อาจต้องซื้อเพิ่ม ตามข้อมูลจากหน้าราคาทางการของ WooCommerce

ผู้ขายไทยควรใช้ payment gateway อะไรกับ Shopify หรือ WooCommerce?

Omise (ปัจจุบันคือ Opn Payments) และ 2C2P เป็นสองเกตเวย์หลักที่รองรับทั้งสองแพลตฟอร์มและรองรับ PromptPay บัตรเครดิต และ internet banking ในไทย ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ประมาณ 2.7-3.65% ต่อรายการ ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและวิธีชำระเงิน บน Shopify จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 0.6-2% เพราะ Shopify Payments ยังไม่รองรับประเทศไทย ส่วน WooCommerce ไม่มีค่าธรรมเนียมส่วนนี้เพิ่ม

ถ้าขายบน Shopee หรือ Lazada อยู่แล้ว ควรเปิดเว็บไซต์ Shopify หรือ WooCommerce เพิ่มไหม?

ยังไม่จำเป็นถ้าเพิ่งเริ่มต้น ให้ทดสอบสินค้าบน marketplace ก่อนจนมียอดขายสม่ำเสมอและเข้าใจว่าลูกค้าของคุณเป็นใคร เมื่อพร้อมสร้างแบรนด์ของตัวเองและไม่อยากจ่ายค่าคอมมิชชั่นทุกออเดอร์ Shopify จะเปิดร้านได้เร็วกว่าและมีแอปเชื่อมต่อ Shopee/Lazada ให้เลือก เพื่อจัดการสต็อกจากที่เดียว ส่วน WooCommerce เหมาะกับคนที่พร้อมใช้เวลาตั้งค่านานขึ้นเพื่อแลกกับต้นทุนรวมที่ต่ำกว่าในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อยอดขายจาก marketplace เริ่มสูงพอที่จะย้ายลูกค้าบางส่วนมาที่เว็บไซต์ของตัวเอง

ก้าวต่อไป (Keep Reading)

พร้อมตัดสินใจแล้ว? อ่านเพิ่มเติมเพื่อวางแผนขั้นตอนถัดไป:

คำถามที่พบบ่อย

Shopify กับ WooCommerce ต่างกันอย่างไร?
Shopify เป็นแพลตฟอร์มแบบครบวงจร (all-in-one) คุณจ่ายค่าแพ็คเกจรายเดือนแล้วได้ hosting ความปลอดภัย และซัพพอร์ตมาให้พร้อม เหมาะกับคนที่อยากโฟกัสที่การขายมากกว่าการดูแลระบบ ส่วน WooCommerce เป็นปลั๊กอินฟรีที่ติดตั้งบน WordPress คุณต้องหา hosting เอง จัดการอัปเดตเอง แต่ควบคุมทุกอย่างได้มากกว่าและมักมีต้นทุนรวมต่ำกว่าเมื่อร้านโตขึ้นและมียอดขายสูง
Shopify ราคาเท่าไหร่สำหรับผู้ขายไทย?
แพ็คเกจ Basic เริ่มต้นที่ USD 19/เดือน หรือประมาณ 650-700 บาท/เดือน แพ็คเกจ Grow อยู่ที่ USD 49/เดือน หรือประมาณ 1,700-1,750 บาท/เดือน ตามข้อมูลจากหน้าราคาทางการของ Shopify ราคาจริงเป็นบาทจะผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยน และหากใช้ payment gateway อื่นที่ไม่ใช่ Shopify Payments (ซึ่งยังไม่รองรับไทย) จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม 2% บนแพ็คเกจ Basic
WooCommerce ฟรีจริงไหมสำหรับผู้ขายไทย?
ตัวปลั๊กอิน WooCommerce ฟรี 100% แต่ต้นทุนจริงคือค่า hosting ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 900-3,500 บาท/เดือนสำหรับร้านขนาดเล็ก-กลาง (อาจสูงถึง 12,000 บาทสำหรับร้านทราฟฟิกสูง) บวกค่าโดเมนรายปีและปลั๊กอินเสริมที่อาจต้องซื้อเพิ่ม ตามข้อมูลจากหน้าราคาทางการของ WooCommerce
ผู้ขายไทยควรใช้ payment gateway อะไรกับ Shopify หรือ WooCommerce?
Omise (ปัจจุบันคือ Opn Payments) และ 2C2P เป็นสองเกตเวย์หลักที่รองรับทั้งสองแพลตฟอร์มและรองรับ PromptPay บัตรเครดิต และ internet banking ในไทย ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ประมาณ 2.7-3.65% ต่อรายการ ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและวิธีชำระเงิน บน Shopify จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 0.6-2% เพราะ Shopify Payments ยังไม่รองรับประเทศไทย ส่วน WooCommerce ไม่มีค่าธรรมเนียมส่วนนี้เพิ่ม
ถ้าขายบน Shopee หรือ Lazada อยู่แล้ว ควรเปิดเว็บไซต์ Shopify หรือ WooCommerce เพิ่มไหม?
ยังไม่จำเป็นถ้าเพิ่งเริ่มต้น ให้ทดสอบสินค้าบน marketplace ก่อนจนมียอดขายสม่ำเสมอ เมื่อพร้อมสร้างแบรนด์ของตัวเองและไม่อยากจ่ายค่าคอมมิชชั่นทุกออเดอร์ Shopify จะเปิดร้านได้เร็วกว่าและมีแอปเชื่อมต่อ Shopee/Lazada ให้เลือก ส่วน WooCommerce เหมาะกับคนที่พร้อมใช้เวลาตั้งค่านานขึ้นเพื่อแลกกับต้นทุนรวมที่ต่ำกว่าในระยะยาว

Before you go, take the 30-day plan

Day-by-day path to your first online sale. Pick your track and start tomorrow. Free PDF.

You're in! Check your inbox for a welcome email.

No spam. Unsubscribe anytime.